ความเร็ว

ความเร็ว วิ่งออกกำลังกาย ประโยชน์และเทคนิคการวิ่ง

ความเร็ว การออกกำลังกายโดย การวิ่ง หรือการวิ่งออกกำลังกายเป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มความสามารถในการฟื้นฟูของร่างกาย การวิ่งเป็นประจำช่วยให้มีสุขภาพดีและช่วยลดความเครียดลงได้ การวิ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์พิเศษใดๆ ไม่จำกัดสถานที่  ไม่ว่าใครก็วิ่งได้ จะวิ่งเวลาไหนก็ได้ แต่ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องง่ายๆ การจะวิ่งให้ได้ดี วิ่งให้ถูกต้องก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะความผิดพลาดที่เราทำลงไป อาจส่งผลร้ายต่อร่างกายเราเองได้

ในการวิ่ง สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงมีหลายอย่าง เช่น

  • การวอร์มอัพและคูลดาวน์
  • การวางเท้าให้ถูก ส่วนไหนที่สัมผัสพื้นก่อน
  • จังหวะการหายใจที่ถูกต้อง
  • รองเท้าที่เหมาะสมและใส่สบาย
  • เสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อได้ดี
  • การกินอาหารที่มีคุณภาพ
  • การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
  • การไม่ฝืนวิ่งขณะบาดเจ็บ

 

วอร์มอัพ

ในการออกกำลังกายทุกครั้ง ควรมีการอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) และยืดกล้ามเนื้อ (Stretching) ก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ร่างกายก่อนที่จะออกแรงเต็มที่ พร้อมทั้งการคูลดาวน์ (Cool Down) หลังการออกกำลังกาย แต่หลายคนมักละเลยและไม่ให้ความสำคัญกับขั้นตอนนี้เท่าใดนัก แต่จะให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเลยมากกว่า นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะการอบอุ่นร่างกายและยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย รวมไปถึงการคูลดาวน์หลังออกกำลังกาย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึง

การอบอุ่นร่างกาย หรือวอร์มอัพ (Warm Up) มีความหมายตรงตัวคือ การทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น การเคลื่อนไหวเบาๆ ก่อนออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อให้มีการเคลื่อนไหวและเกิดความร้อนในกล้ามเนื้อ ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวพร้อมที่จะลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในสภาวะพร้อมที่จะออกกำลังกาย เปรียบเสมือนกับเครื่องยนต์รถ หากจอดรถไว้เฉยๆ สตาร์ทและเร่งความเร็วสูงสุดเลยทันที ก็จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี แต่หากติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้สักพักและกดคันเร่งเบาๆ ก่อนจะเร่งความเร็วเพิ่มขึ้น การทำงานของเครื่องยนต์ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

คูลดาวน์

หลังจากวิ่งจบอัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิร่างกายจะสูงกว่าปกติ หลอดเลือดบริเวณขาจะขยายออก ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนขาและเท้าได้มากขึ้น การหยุดกระทันหันอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดหรือเป็นลมได้

ดังนั้นเราจึงควรเดินหรือวิ่งช้าๆ ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจและอุณภูมิร่างกายค่อยๆ กลับมาอยู่ที่ระดับปกติ หลังจากวิ่งจบ เดินช้าๆ เป็นเวลา 5 นาที หรือถ้ามีนาฬิกาวิ่ง ก็ดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจลดลงต่ำกว่า 120 หรือยัง หลังจากคูลดาวน์ก็ให้ต่อด้วยการยืดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยลดอุณภูมิร่างกายได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ร่างกายขจัดและลดการสะสมของกรดแลกติคได้ด้วย ช่วยให้กล้ามเนื้อหยุดเกร็ง และป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว

 

การวางเท้า

ความเร็ว สำหรับมือใหม่ที่เริ่มเดินแล้วกำลังจะเริ่มวิ่งก็ควรจะอ่านตอนนี้นะครับ  ตอนนี้ชุดวิ่ง  รองเท้าวิ่ง  และสถานที่วิ่งคงจะเรียบร้อยแล้วนะครับ  มาเริ่มกันที่ท่าวิ่งนะครับ   ท่าวิ่งคงต้องให้ลำตัวตั้งตรง  ไม่ต้องโน้มตัวไปข้างหน้า  ข้อศอกทั้งสองข้างไม่ควรงอมาก  เพราะเลือดจะไปเลี้ยงปลายมือได้ไม่ดี  มือกำหลวมๆ  การวิ่งออกกำลังกายเป็นการวิ่งระยะยาว  ท่าวิ่งจะไม่เหมือนการวิ่งระยะสั้น  หรือวิ่งเร็วระยะ 100 หรือ 200 เมตร

        ที่สำคัญที่สุดคงจะเป็นการวางเท้า ความอดทน การวิ่งแตกต่างกับการเดินตรงที่การเดินจะมีเท้าอย่างน้อยเท้าหนึ่งรับน้ำหนักอยู่  แต่การวิ่งจะมีช่วงเวลาที่เท้าทั้งสองข้างลอยพ้นพื้น  ดังนั้นในการวิ่งตอนที่เท้าลงแตะพื้น  เท้าจะรับน้ำหนักค่อนข้างมาก

        การวางเท้าขณะวิ่งจึงมีความสำคัญมาก  ควรลงน้ำหนักด้วยส้นเท้า  โดยส้นเท้าจะสัมผัสพื้นก่อนแล้วทั้งฝ่าเท้าจะตามมา  และเมื่อปลายเท้าแตะพื้นก็เป็นจังหวะที่ส้นเท้ายกขึ้น  ( บางคนอาจลงน้ำหนักให้พร้อมกันทั้งฝ่าเท้าหรือลงเต็มฝ่าเท้า  แต่ไม่เหมาะสำหรับวิ่งระยะไกลๆ   )  แตกต่างกับการวิ่งระยะสั้นๆหรือการวิ่งเร็วที่จะลงน้ำหนักที่ปลายเท้า  ในการวิ่งออกกำลังกายต้องวิ่งนานและวิ่งระยะทางค่อนข้างมาก   การลงน้ำหนักด้วยปลายเท้าจะทำให้ปลายเท้ารับน้ำหนักไม่ไหว

        การที่จะให้เท้าและข้อเข่ารับน้ำหนักให้น้อยที่สุดต้องไม่ยกเท้าสูง  การยกเท้าสูงเวลาเท้าลงแตะพื้น  เท้าและข้อเข่าจะต้องรับแรงกระแทกมาก  การก้าวเท้าก็ไม่ควรก้าวเท้ายาวเกินไป  ควรก้าวเท้าให้พอดีไม่ยาวเกินไปก็จะช่วยลดแรงกระแทกที่เท้าและข้อเข่าได้มากทีเดียว

        ถ้าวางเท้าได้ถูกต้อง  เวลาวิ่งเสียงเท้าสัมผัสพื้นจะค่อนข้างเงียบ  TMT whey protien จะได้ยินเสียงฉับๆๆ เบาๆแน่นๆ   แต่ถ้าลงเท้าไม่ถูกต้องเสียงเท้าสัมผัสพื้นจะดังป๊าบๆๆ  ลองสังเกตุนักวิ่งที่วิ่งเก่งๆแล้วเปรียบเทียบกับคนเริ่มวิ่งใหม่ๆดู

        การแกว่งมือก็จะแกว่งในแนวหน้าหลัง  ไม่ต้องยกแขนสูงมาก  ข้อศอกก็ไม่ต้องงอมาก  มือกำหลวมๆ  เวลาวิ่งลำตัวจะตั้งตรงไม่โยกไปโยกมา

          ถ้าเริ่มหัดวิ่งก็อยากให้ระวัง  ฝึกท่าทางและการวางเท้าให้ถูกต้อง  เพราะถ้าไม่ระวังปล่อยตามสบาย   ก็จะวิ่งด้วยท่าทางและลงน้ำหนักเท้าไม่ถูกต้อง  จะมาแก้ไขทีหลังก็จะลำบากมาก  เพราะติดเป็นนิสัยเสียแล้ว  ขอให้สนุกกับการวิ่ง  ตอนหน้าจะพูดเรื่องการหายใจขณะวิ่งครับ  คอยติดตาม

 

การหายใจ

จังหวะการหายใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวิ่ง เพราะมีผลต่อการทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนได้เพียงพอต่อความต้องการ ถ้าระหว่างวิ่งเราไม่ได้รับออกซิเจนมากพอ ก็อาจทำให้เกิดอาหารหน้ามืดได้ นอกจากนั้นยังทำให้ความสามารถในการวิ่งลดลง ทำให้วิ่งได้ช้าลง

บางคนถนัดหายใจทางจมูก ในขณะที่บางคนถนัดหายใจทางปาก ยังไม่มีการศึกษาที่สรุปได้อย่างชัดเจนว่าแบบไหนดีกว่ากัน แต่สิ่งที่เรารู้กันดีคือพยายามหายใจให้ทั่วท้อง จะทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น

การกำหนดจังหวะการหายใจให้สัมพันธ์กับจังหวะการก้าวเท้า การประสานงานกันจะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าร่างกายจะได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ บางคนสามารถกำหนดจังหวะการหายใจเข้าเป็นจังหวะสั้นๆ ได้สองครั้ง และหายใจออกได้สองครั้ง

 

อุปกรณ์การวิ่ง

รองเท้าและเสื้อผ้าที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ whey protien TMT เลือกรองเท้าที่เราใส่ได้สบายๆ เลือกแบบที่เหมาะกับสภาพพื้นผิวของสถานที่วิ่ง เลือกแบบที่มีพื้นรองเท้าที่ช่วยดูดซับแรงกระแทก ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เท้าบาดเจ็บได้

เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ช่วยระบายเหงื่อได้ดี หลีกเลียงการใช้เสื้อผ้าหรือถุงเท้าที่ทำจากผ้าฝ้าย เพราะมันจะดูดซับเหงื่อหรือความชื้นเอาไว้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ดี

 

 

การกินอาหาร

บางคนถนัดวิ่งในขณะที่ท้องว่าง ในขณะที่บางคนถนัดวิ่งในตอนที่กระเพาะยังมีอาหาร ร่างกายคนเราฉลาดพอที่จะไม่เผาผลาญกล้ามเนื้อส่วนที่ต้องใช้งานมาเป็นพลังงาน บางคนสะสมไขมันและอยู่ได้เป็นเดือนโดยที่ไม่ได้กินอาหาร ดังนั้นการวิ่งขณะท้องว่างจึงปลอดภัย นอกจากนั้นยังทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น การกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตก่อนวิ่งประมาณ 2-3 ชั่วโมง ช่วยให้วิ่งได้ดีขึ้นได้ แต่ก็ขึ้นอยู่ที่เราว่าต้องการพลังงานมากแค่ไหน บางคนไม่ได้ต้องการวิ่งเร็วหรือวิ่งนาน ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งในขณะที่กระเพาะยังมีอาหาร

ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่ที่เราว่าจะเลือกแบบไหน จะกินหรือไม่กินก่อนวิ่งก็ได้ ดูว่าร่างกายเราเหมาะกับแบบไหนมากกว่า และถ้าร่างกายเราทำได้ดีก็ควรจะทำต่อไป

การกินอาหารหลังจากวิ่งจบเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า กินอาหารประเภทโปรตีนเพื่อช่วยให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง ทำให้การออกกำลังกายได้ผลและคุ้มค่ากับการออกแรง

 

การดื่มน้ำให้เพียงพอ

น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการลดอุณหภูมิของร่างกายลง ร่างกายขาดน้ำขณะวิ่ง จะทำให้เลือดข้นและทำให้เลือดไหลเวียนได้น้อยลง ดื่มน้ำทุกๆ 15 นาที จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าร่างกายจะไม่ขาดน้ำระหว่างวิ่ง

ระหว่างที่เราวิ่ง ร่างกายจะสูญเสียเหงื่อ และทำให้สูญเสียโซเดียม หากวิ่งเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้ระดับของโซเดียมลดต่ำลงและอาจเป็นอันตรายได้ ดังนั้นการดื่มน้ำเกลือแร่ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดโซเดียมได้

 

ไม่ฝืนวิ่งขณะบาดเจ็บ

วิ่งในขณะที่ยังมีอาการบาดเจ็บไม่ใช่เรื่องดี ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บหัวเข่า หรืออาการปวดกล้ามเนื้อ การฝืนวิ่งยังอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บหนักกว่าเดิม

ถ้าหากเรารู้สึกได้ว่าขาเราหนัก ก้าวไม่ออก ทำความเร็วไม่ได้ ก็อาจเกิดขึ้นจากการสะสมของกรดแลกติค เราก็ไม่ควรฝืนที่จะวิ่งออกกำลังกายตามปกติ แค่เดินหรือวิ่งช้าๆ ก็เพียงพอ

 

ทำไมต้องวิ่ง

นักวิจัยได้ศึกษาลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ พบสิ่งที่บ่งบอกว่าร่างกายของมนุษย์ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นนักวิ่งระยะไกล การปรับเปลี่ยนช่วยให้มนุษย์สมัยนั้นไล่ล่าเหยื่อแข่งกับสัตว์ล่าเหยื่อที่มีความเร็วสูงอื่นๆ ในแอฟริกาได้

 

เทคนิควิ่งเร็ว

การวิ่งระยะไกลด้วยความเร็วคงที่ตลอดเวลา เป็นเรื่องน่าเบื่อที่หลายคนชอบ แต่สำหรับบางคนอาจไม่ชอบ เราสามารถทำให้การวิ่งระยะไกลไม่น่าเบื่อได้โดยการท้าทายตัวเอง โดยการฝึกวิ่งให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ

มีหลายวิธีที่จะช่วยให้เราวิ่งได้เร็วขึ้น ซึ่งเราอาจจะต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะค้นพบสิ่งที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด ในบทความต่อไปเราจะลองผิดลองถูกให้ดูกันว่า แต่ละวิธีมันจะช่วยให้เราวิ่งได้เร็วขึ้นยังไงบ้าง

 

“ปวดขา” หลังวิ่ง-ออกกำลังกาย ควรพักหรือวิ่งต่อ ?

อาการปวดตึงขาตั้งต้นขาไปจนถึงน่อง เป็นอาการของคนที่เริ่มต้นวิ่งออกกำลังกายใหม่ ๆ คนที่วิ่งโดยไม่ได้วอล์มร่างกายก่อน หรือแม้กระทั่งคนที่วิ่ง หรือออกกำลังกายขาบ่อย ๆ ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการปวดตึงขาได้

ดร. ชลชัย อานามนารถ ให้ข้อมูลกับกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ว่า อาการปวดตึงขาหลังวิ่ง หรือออกกำลังกายเกิดขึ้นได้ 3 สาเหตุ ได้แก่

  1. ขาของเราอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ เช่น ยืนท่าเดิมนาน ๆ ทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่ดี
  2. ใช้กล้ามเนื้อขาอย่างต่อเนื่องมากเกินไป เช่น นักกีฬาที่ฝึกซ้อมอย่างหนักบ่อย ๆ
  3. ปวดกล้ามเนื้อขาหลังออกกำลังกาย เกิดจากการที่ร่างกายพยายามซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เสียหาย และมีของเสีย หรือกรดบางอย่างที่คั่งข้างในกล้ามเนื้อได้

 

ปวดขาหลังวิ่ง หลังออกกำลังกาย ควรพัก หรือฝืนออกกำลังกายต่อ ?

หากเราออกกำลังกายจนมีอาการตึงเมื่อยของขา ตามปกติแล้วเราควร “ทำซ้ำ” แต่ต้องลดความหนักลง เช่น เคยวิ่ง 20 นาทีแล้วมีอาการปวดเมื่อยมาก ก็ควรลดลงเหลือ 10-15 นาที แล้ววิ่งให้ช้าลง

หากหยุดวิ่ง หยุดออกกำลังกายไปเลยหลังจากมีอาการปวดขา ?

หากเราหยุดวิ่ง หยุดออกกำลังกายไปเลยหลังจากมีอาการปวดขา จะทำให้ของเสีย หรือการไหลเวียนของโลหิตที่คั่งข้างในกล้ามเนื้อยังคงข้างอยู่เหมือนเดิม ไม่ไหลเวียนไปตามที่มันควรเป็น เราจึงต้องขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้เกิดการไหลเวียนของโลหิต เพื่อขยับเอาของเสียที่ข้างอยู่ตามกล้ามเนื้อไหลเวียนออกไปด้วย

เมื่อปวดขา ควรใช้ “ยานวดคลายกล้ามเนื้อ” หรือกินยาแก้ปวดหรือไม่ ?

การใช้ยาทาเพื่อคลายปวด จะมีตัวยาบางส่วนที่ช่วยให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และการนวดกล้ามเนื้อขณะทายา ก็ช่วยให้เกิดการผ่อนคลายความตึงเมื่อยของกล้ามเนื้อขาได้บ้างเช่นกัน

แต่รับประทานยาแก้ปวด อาจไม่เหมาะสมนัก เพราะเมื่อเกิดคั่งข้างของเสียบางส่วนในกล้ามเนื้อ สิ่งที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่ยาแก้ปวดอาจลดประสิทธิภาพในการทำงานในส่วนนี้ได้

อย่างไรก็ตาม แนะนำว่า วิธีที่ช่วยให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตบริเวณกล้ามเนื้อขาที่ปวดหลังออกกำลังกายได้ดีที่สุด คือการออกกำลังกายซ้ำที่เดิม แต่ขอให้ลดความแรง และช่วงเวลาในการออกกำลังกายให้น้อยลง เบาลง

ปวดขา ประคบร้อน/เย็น ?

หากต้องการให้กล้ามเนื้อรู้สึกปวดเมื่อยน้อยลงในช่วงเวลาอันรวดเร็ว เช่น มีอาการปวดตึงมาก ๆ แบบฉับพลันจากการออกกำลังกายโดยไม่ได้อุ่นร่างกายก่อน สามารถ “ประคบเย็น” ในบริเวณกล้ามเนื้อขาที่มีอาการปวดได้ น้ำเย็น หรือของเย็น ๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อคืนสภาพเดิมได้เร็วขึ้น โดยควรใช้ของเย็น เช่น เจลเย็น แผ่นแปะเย็น ถุงเย็น ที่มีอุณหภูมิราว 11-15 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมในการคืนสภาพของร่างกาย โดนเริ่มประคบเย็น 3-5 นาทีในกรณีที่ยังไม่คุ้นเคยกับการประคบเย็นมาก่อน และอาจเพิ่มเวลาได้ในคนที่ประคบเย็นบ่อย ๆ หรือจะสลับระหว่างประคบ และหยุดประคบไปเรื่อย ๆ ได้เช่นกัน

แต่สำหรับคนที่มีอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง มีอาการปวดเมื่อยบ่อย ๆ การ “ประคบร้อน” จะให้ผลดีกว่า

ในทางกลับกัน เราสามารถใช้วิธี ประคบร้อน-เย็น สลับกันได้ด้วยเช่นกัน จะช่วยเร่ง และผ่อนคลายการใช้พลังงานในร่างกาย รักษาสมดุลของกล้ามเนื้อในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการปวดขาได้หรือไม่ ?

จริง ๆ แล้วหนึ่งในสาเหตุของการเกิดอาการปวดเมื่อยขา อาจเนื่องมาจากการหยุดออกกำลังกายในทันที เช่น นักวิ่งที่หยุดวิ่งทันทีเมื่อถึงเส้นชัย แต่จริง ๆ แล้วการค่อย ๆ ลดภาระการใช้กล้ามเนื้อลงอย่างช้า ๆ ค่อยผ่อนแรงในการวิ่ง หรือออกกำลังกายลง วิ่งเหยาะ ๆ ลดความเร็วลงอย่างช้า ๆ หลังเข้าเส้นชัยไปอีก 1-2 นาที ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการปวดขาหลังออกกำลังกายได้เช่นกัน

ปวดขามากแค่ไหน ถึงต้องไปพบแพทย์

  1. ปวดขาเกินกว่าที่จะอดทนได้
  2. กล้ามเนื้อขาอักเสบ หรือบวม

สังเกตอาการปวดตึงขาที่ผิดปกติ

อาการตึงขา อาจเกิดขึ้นได้ภายใน 24-72 ชั่วโมง หากเกิน 72 ชั่วโมงแล้วยังมีอาการปวดตึงมากอยู่ ควรพบแพทย์

วิธีลดอาการปวดตึงขาหลังออกกำลังกาย

การอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย สามารถลดอาการตึงเมื่อยของขาได้ โดยเฉพาะการยืดเหยียดกล้ามเนื้อขา โดยอาจทำได้โดยการยืดเหยียดขาอยู่กับที่ และการยืดเหยียดขาเคลื่อนที่ (ก้าวขาไปด้านหน้าด้านหลัง) โดยทำการยืดเหยียดราว 5 นาทีก่อนออกวิ่ง หรือออกกำลังกายขา

 

สรุป

ทั้งหมดนี้ คือ เทคนิคเบื้องต้นของการวิ่งอย่างถูกวิธี นักวิ่งทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในการวิ่งทุกๆ ครั้งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีในการวิ่ง นอกจากจะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บระหว่างวิ่งแล้ว ยังจะสามารถช่วยทำให้เราวิ่งได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ฝึกท่าวิ่งเสร็จแล้ว อย่าลืม ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ กันด้วยนะคะ

ไว้พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *